หนังสือเตือนใจของเรา 36 : ทำงานแบบใจยิ้ม

in thai •  2 years ago 

หนังสือเตือนใจของเรา_steemit copy.jpg

ทำงานแบบใจยิ้ม มีที่มา มาจากมีอยู่ช่วงนึงลูกค้าแก้งานเยอะมาก ไม่ใช่การแก้งานเยอะแบบธรรมดา แต่นี่คือการทำใหม่เลยครับ เพราะแก้สลับไปสลับมา ดีไซน์นี้เอาแบบไดคัท แล้วปรับแบบทั้งหมดใกล้เสร็จ เปลี่ยนใหม่ ไม่ไดคัท เอาแบบไลฟ์สไตล์ สลับแบบนี้ไปมาสามสี่รอบจนงานไม่เสร็จ และก็เร่งด้วย

ตอนนั้นผมถึงกับไม่ไหวแล้ว เวอร์ชั่นที่แก้หลายเวอร์ชั่น ประมาณ 5-6 เวอร์ชั่นได้ครับ ถ้ารวมตอนนั้นคือผมทำงานดีไซน์รวมกันในหนึ่งวันประมาณ 20 ชิ้น รวมที่แก้ไข

ผมถึงกับคิดจะลาออกเลยครับ ไม่ไหวแล้วครับ ทำงานเจ็ดวันเลย ทั้งเร่งทั้งแก้อย่างไม่มีจุดจบและไม่มีเหตุผล

ผมบ่นว่าเขาทั้งในใจและก็บ่นให้คนอื่นฟัง เป็นการระบายครับ ในตอนนั้นผมมีทัศนคติที่ไม่ดีกับงานนี้แล้วครับ

ช่วงนี้ผมรู้สึกเครียดและปวดหัว ใครหลายคนอาจจะคิดว่าการทำงานดีไซน์เป็นเรื่องสนุก ไม่เครียด แต่จริงๆแล้ว ทุกอาชีพไม่ต่างกันเลยครับ มีปัญหาที่แตกต่างกันไป และมีโอกาสที่จะเครียดได้เหมือนกันครับ

จนมีอยู่วันนึง ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่า ถ้าผมปล่อยให้ตัวเองเครียดและปวดหัวอยู่แบบนี้ คงไม่ไหวแน่ ผมจึงได้เปลี่ยนตัวเองใหม่ทั้งหมดครับ และเกิดเป็นการทำงานแบบใจยิ้มขึ้นมาครับ

ผมเปลี่ยนตัวเองด้วยการทำให้ตัวเองใจเย็นลง ค่อยๆทำงานไป ทำอย่างช้าลง และค่อยๆจัดการเรื่องที่ไม่จำเป็นออก

ผมค่อยๆจัดลำดับความสำคัญของงาน และค่อยๆทำให้เสร็จไปทีละอย่าง ไม่ข้ามไปทำอย่างอื่น
และในใจผมก็ยิ้ม ผ่อนคลาย พยายามคุมใจให้นิ่งสงบ ไม่ให้ใจเกิดความคิดที่ไม่ดี

ที่สำคัญของการหลักการทำงานแบบใจยิ้ม คือ การไม่ว่าใคร ไม่ว่าเขาจะทำผิดก็ตาม เราจะมองเขาในแง่ดี หรือถ้าไม่ไหวก็ไม่คิดถึงเขา ทำอย่างไรก็ได้ที่เราจะไม่ต่อว่าใคร

จนในที่สุด ผมก็ค่อยๆผ่อนคลาย และมองเห็นงานได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าเราควรจะทำอะไรก่อน สิ่งที่ตามมาอย่างไม่คาดคิด นั่นคือ เราทำงานได้เร็วขึ้น ทั้งที่ค่อยๆทำอย่างช้าๆ และไม่เครียด ไม่โกรธคนอื่นเลยครับ

เหตุผลที่แท้จริงที่เราทำงานแล้วเครียด ไม่ได้อยู่ที่งาน แต่อยู่ที่คน คนในที่นี้รวมถึงตัวเราด้วยครับ

เวลาที่เราต่อว่าคนอื่น เรากำลังสร้างความเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่เราทำ ยิ่งว่าคนอื่น เรายิ่งมองงานไม่ดีมากขึ้นเท่านั้นครับ ทำให้เราไม่มีความสุขกับการทำงาน

และเมื่อเราเกิดความเครียด เบื่อหน่าย ทำให้เราใช้ความคิดในการโฟกัสไปที่เหตุผลว่าทำไม่ได้ หรืออะไรก็ตามที่ทำสิ่งนี้แล้วเราไม่มีความสุข เราก็เลยเหมือนทำงานเร็ว แต่จริงๆแล้วทำได้ช้าลง เพราะความคิดเราซับซ้อนจนเกิดเป็นปม ยิ่งเราเคลื่อนไหวความคิดมากเท่าไหร่ ปมก็ยิ่งผูกกันแน่น จนแก้ยากขึ้นครับ

แต่เมื่อเราผ่อนคลายกับสิ่งที่ทำ จัดการสิ่งต้องทำให้เสร็จไปเป็นอย่างๆ ไม่สร้างความซับซ้อนให้กับตัวเอง ไม่ต่อว่า ไม่นินทาใคร ไม่พูดในเรื่องที่ไม่ดี เรากำลังทำสิ่งที่เรารับผิดชอบอยู่อย่างมีความสุขครับ

เวลาเรามีความสุขกับสิ่งไหน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เรามักทำสิ่งนั้นได้ดี

ทำงานแบบใจยิ้มด้วยการผ่อนคลาย คิดแต่ในสิ่งที่ดี ไม่ต่อว่าใคร ค่อยๆคิดและแก้ปัญหา ไม่ทำให้ความคิดตัวเองซับซ้อน เท่านี้ เราก็จะมีความสุขในการทำงานหรือหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบครับ

2018-02-28 23.40.51_1 tw edit copy.jpg


Thanks for reading.
Author: Tawa Siriwach
More : www.facebook.com/TawaDesign
www.facebook.com/onewordoneinspiration
http://tawadesign.wixsite.com/tawadesign


บทความย้อนหลังเกี่ยวกับ Steemit ครับ

Authors get paid when people like you upvote their post.
If you enjoyed what you read here, create your account today and start earning FREE STEEM!
Sort Order:  

เป็นหนังสือที่ดีมากครับ

ขอบคุณมากๆนะครับพี่บอย สบายดีป่าวครับพี่บอย

สะบายดี ครับ เย

เคยเจอเหมือนกันครับ แทบอยากคืนเงินมัดจำเลยทีเดียวครับ ^^ แต่ว่า ก็ใช้วิธีคุยกับลูกค้าเอาครับ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาหาผม จะไม่มีอะไรมาเลย ให้ผมคิดให้ทั้งหมด แต่พอเราส่งงานให้ เขาเริ่มมีไอเดียเริ่มคิดได้ ขอแก้งานแบบว่าบางทีเหมือนทำใหม่หมดจริงๆ ครับ ^^

ผมแนะนำลูกค้าเลยว่า ให้เขียนใส่กระดาษามาเลย ไม่สวยไม่เป็นไร แล้วเดี๋ยวผมแก้ให้ ^^ แต่ถ้าให้แก้จากที่ลูกค้าเขียนมา ผมขอคิดเงินเพิ่มนะ เป็นค่าเสียเวลา ^^

เคยเจองานพิมพ์ไวนิลครับ ตารางเมตรละ 150 บาท พิมพ์แค่ 3 ตารางเมตร ^^ ใช้เวลาแก้อยู่เกือบเดือน แก้ทุกวัน ^^ เงิน 450 บาทผมใช้เวลาทำงานอยู่ เกือบเดือนครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ถูกกว่าค่าแรงขั้นต่ำอีก อิอิอิ เดี๋ยวนี้ไม่รับเลยครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

55 เคยเจอแบบนี้เหมือนกันครับ ทำงานแล้วเรากับเค้าก็เหนื่อยครับ ถ้าเป็นส่วนตัวผมก็จะเลี่ยงเหมือนกันครับงานที่แก้ยับแบบเหมือนทำใหม่ครับ 55

เจอลูกค้าแบบนี้ทำใจครับ อิอิอิอิ เจอครั้งเดียว งานถัดไปนี่ผมเลี่ยงเลยครับ อิอิอิอิ

เคยมีประสบการณ์เครียดๆกับคนอยู่เหมือนกันเนื่องจากโดนให้ลองเข้าไปคุมงานแผนก Call Center บริษัทใหญ่ (ไม่ขอเอ่ยชื่อบริษัทเนอะ) ทั้งวันก้อจะมีสายจากลูกค้าสารพัด ความเครียดของพนักงานที่รับสายมีเยอะมากเพราะแต่ละคนเมื่อวานสายแล้วจะหน้าหมุ้ยกันทุกคน ก้อเลยบอกให้ทุกคนติดกระจกแต่งหน้ามาตั้งแล้วยิ้มใส่กระจกในเวลาที่คุยกับลูกค้า จุดประสงค์หลักคืออยากให้พนักงานผ่อนคลาย เพราะเวลาคุยปัญหากับลูกค้า ก้อให้เห็นหน้าตัวเองในกระจกไปด้วย จากกระจกที่เอามาตั้งหน้าจอคอมของทุกคนนั้นบอกเลยไม่ได้ช่วยได้ 100% แต่สิ่งที่ช่วยให้น้องๆผ่อนคลายคือ การเห็นตัวเองยิ้มไปคุยไป คราวนี้ใจมันจะเริ่มยิ้มตาม และแยกแยะได้ว่าอันไหนคือปัญหาแก้ไขได้ทันที อันไหนต้องรอ ส่วนลูกค้าเราก้อแค่รับฟังและทำให้เค้าสบายใจก่อนวางสาย

Key คือต้องทำให้น้องในทีมสุข จากนั้นน้องๆก้อจะขับเคลื่อนทีมไปได้สบาย หลักการเดียวกันกับที่คุณ @tawasiriwach ว่ามาเลย

แนวคิดดีมากเลยครับคุณตุ๊กติ๊ก เคยได้ยินมาเหมือนกันว่ามีแผนกcall center ที่วางกระจกไว้ ได้ความรู้เพิ่มเติมเลยครับ ดีมากเลย เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเลยครับว่าทำงานแบบใจยิ้มเป็นยังไง ขอบคุณมากๆเลยนะครับ

สู้ๆคะ

ขอบคุณมากๆนะมิ้มเพื่อน

ช่วงนี้ยุ้งมากไม่มีเวลาเข้ามาsteemit เลยตอนกลางวัน ก่วาจะโพดได้ก่อดืกสาแล้ว.เคียดๆจากงานเยอะด้วย

สู้ๆนะครับ ลองทำงานแบบค่อยๆทำ ไม่บ่นไม่ว่าใครแบบผมนะครับ ผมว่าอาจจะช่วยทำให้ทำงานแล้วเครียดน้อยลงได้นะครับ พักผ่อนบ้างนะครับ

ใส่ค่ะยิ่งพูดยิ่งเคียดอยู่เงียบของเราดีสุดค่ะ