ครูในสมัยก่อน
ชื่อว่าครูเด็กเด็กนั้นหวั่นกลัวนัก
จะทายทักก็ไม่กล้าพาใจหวั่น
เห็นครูเดินมาแต่ไกลตกใจพลัน
รีบหลบกันคนละทางให้ห่างครู
สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวสตีมอิททุกท่าน ฉันได้มีโอกาสไปบ้านพี่สาวที่อยู่คนละหมู่บ้านแต่ก็ไม่ไกลกันนัก
ฉันชอบพูดคุยเรื่องราวในอดีตมากค่ะ แวะมาหาพี่สาวและพี่เขยทีไร เป็นต้องคุยถึงเรื่องในอดีตทุกที
วันนี้ก็เช่นกัน
ท่านเล่าให้ฉันฟังว่าสมัยที่ท่านเป็นนักเรียน ย้งไม่มีสมุด ปากกาและดินสอใช้เลย มีเพียงไม้บางๆขนาดพกพาติดตัวได้สะดวก1แผ่นและชอล์คเอาไว้เขียน โรงเรียนจะอยู่นอกหมู่บ้าน เด็กทุกคนจะเดินไปโรงเรียน ขณะที่เดินไปนั้นก็จะใช้ไม้ที่ใช้แทนสมุดขว้างปากันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก
พอถึงเวลาเรียน ครูก็จะเขียนบนกระดานดำ ให้เด็กทำแบบฝึกหัด เด็กๆก็จะใช้ไม้แทนสมุดและใช้ชอล์คเขียน พอทำแบบฝึกหัดเสร็จก็นำไปส่งครู
พอครูตรวจเสร็จก็ใช้ผ้าลบออก จากนั้นก็เตรียมเรียนวิชาอื่นต่อไป ทำอย่างนี้ตลอด เป็นอันว่าไม้แผ่นเดียวก็สามารถเรียนได้
พอพักเที่ยง เด็กๆก็จะเดินไปกินข้าวที่บ้าน กับข้าวก็กินตามมีตามเกิด อาหารหลักก็คือส้มตำ เครื่องปรุงก็สบายๆไม่มีอะไร ก็แค่ตำพริกแห้งใส่ยอดมะขามอ่อน ตำให้ละเอียด เสร็จแล้วก็เอามะละกอที่สับไว้ใส่ลงในครกตามด้วยปลาร้า
ตำให้เข้ากัน แค่นี้ท่านก็บอกว่าอร่อย ไม่มีผงชูรสใส่ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอร่อยได้ยังไง สมัยนั้นเงินหายาก แทบจะไม่ได้ซื้ออะไรเลย
พริก มะละกอก็ปลูกกินเอง ปลาร้าก็ทำเอง เสื้อผ้าสมัยนั้นก็ทอจากฝ้าย บ้านทุกหลังจะปลูกฝ้าย เป็นอันว่าสมัยนั้นแทบจะไม่มีเงินใช้เลย นอกจากคนที่มีฐานะดีขึ้นมาหน่อย
พอกินข้าวเสร็จมาถึงโรงเรียน ยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงเวลาเรียน เด็กๆผู้ชายก็ชวนกันเล่น"ลูกแต้" ลูกแต้ก็คือผลของต้นแต้ที่เปลือกหุ้มมันหลุดออกหมดแล้วเหลือเฉพาะเม็ด การเล่นลูกแต้จะทำดังนี้
สมมติว่าแต่ละคนลงครั้งละ5เม็ด เล่น5คนก็จะ25เม็ด ทีนี้ก็เอาเม็ดแต้มาตั้งวางเรียงกันบนพื้นดิน จะขีดเส้นเอาไว้ให้ห่างจากเม็ดแต้ที่ตั้งเรียงกันไว้ประมาณ2-3เมตรหรือแล้วแต่จะตกลงกัน จากนั้นก็จะตกลงกันว่าใครจะยิงก่อน คนที่จะยิงจะมีเม็ดแต้คนละเม็ดเอาไว้ยิง ลูกแต้เม็ดนี้เขาเรียกว่า"อีเคย" คนที่ยิงทุกคนจะต้องเหยียบเส้น ถ้าคนแรกยิงได้3ลูก ก็จะเหลืออยู่23เม็ด ทีนี้ก็จะนำลูกแต้ที่เหลือมาวางตั้งเรียงกันบนพื้นดินให้คนต่อไปยิง ทำแบบนี้จนหมดลูกแต้
ท่านเล่าต่ออีกว่าครูบางคนก็มาเล่นลูกแต้กับเด็กนักเรียนด้วย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าครูจะเล่นเอาลูกแต้เองนะ ครูจะเล่นแทนเด็กบางคน เพราะครูก็พลอยสนุกสนานไปด้วย แต่เวลาสอนเด็กๆจะกลัวครูมาก ไม่ได้อะไรก็ไม่กล้าถาม
ส่วนเด็กผู้หญิงก็จะเล่นกระโดดเชือก การเล่นกระโดดเชือกก็จะแบ่งเป็น2ฝ่าย ฝ่ายละกี่คนก็ได้
อันดับแรก ให้ฝ่ายหนึ่งยืนจับปลายเชือก2คนๆละข้าง ความยาวของเชือกก็ประมาณ4-5เมตร คนที่จับเชือกจะจับเชือกให้ตึงจากระดับเข่าให้อีกฝ่ายกระโดดข้ามทุกคนโดยไม่โดนเชือก จากเข่าก็มาระดับเอว ถ้าใครกระโดดไม่ข้ามก็ให้เพื่อนในทีมกระโดดแทน ถ้ากระโดดแทนจนหมดทุกคนแล้วยังไม่ผ่านก็ถือว่าแพ้ ฝ่ายที่แพ้ก็จะได้ไปจับเชือกและให้อีกฝ่ายกระโดด
เอาหละมาเล่าต่อกันค่ะ หลังจากที่จับเชือกระดับเข่าแล้ว ต่อมาก็จะเป็นระดับเอว ทั้ง2ระดับนี้จะให้เชือกถูกตัวเราไม่ได้ ต่อมาก็จะเป็นระดับอก ระดับคอและระดับหัว 3อันดับนี้ให้เชือกถูกตัวได้ สมัยเรียนระดับประถมฉันก็เคยเล่นเหมือนกัน การละเล่นจะสนุกสนานมาก เพราะแต่ละคนจะเชียร์ฝ่ายตัวเองให้กระโดดข้ามได้ จึงจะเป็นฝ่ายชนะและได้เล่นอีก
ทีนี้พอได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น นั่นคือสัณญาณแห่งการเข้าห้องเรียนเริ่มแล้ว
พี่สาวฉันเล่าต่ออีกว่าเด็กๆสมัยก่อนกลัวครูมาก ท่านก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กลัว ฉันจึงถามว่าทำไมถึงกลัว ท่านบอกว่าครูจะดุและเอาจริง ถ้าตอบไม่ได้ก็จะดุหรือตี ท่านก็เลยกลัว วันหนึ่งท่านเห็นครูคนที่ท่านกลัวเดินมาแต่ไกล พอท่านมองเห็นเท่านั้นแหละ ท่านรีบเดินหลบไปคนละทางเลย
นี่หละค่ะเด็กบ้านนอกสมัยก่อน จะกลัวครูมากกว่าพ่อแม่เสียอีก เป็นไงคะเพื่อนๆ ฉันพูดให้ฟังซะยาวเลย อย่าพึ่งเบื่อนะคะ เดี๋ยวฉันจะสรรหาเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตบ้านนอกมาเล่าให้ฟังใหม่
ขอบคุณนะคะที่โหวต คอมเม้นต์และขอบคุณทุกๆกำลังใจที่มีให้กันมาตลอด