ความเป็นอยู่ในหมู่บ้านฉันตอนสงครามโลกครั้งที่2
ในสมัยสงครามโลกโศกหนักหนา
ชาวประชาพากันกลัวจนตัวสั่น
กินข้าวเย็นตั้งแต่ยังไม่มืดกัน
เสียงเครื่องบินดังสนั่นรีบหลบภัย
สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวสตีมอิททุกท่าน ฉันมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับคุณยายของฉันค่ะ อายุของท่านก็86ปีแล้วค่ะ แต่ท่านก็ยังดูแข็งแรงอยู่ ท่านเป็นคนธรรมะธัมโมค่ะ ท่านจะไปวัดถือศีลเป็นประจำ
คุณยายเป็นน้าของฉันค่ะ อ๋อ งงละสิ จริงๆค่ะ คือคุณยายเป็นน้องของแม่ของฉัน คนสุดท้องด้วย
ท่านมีพี่น้อง10คนค่ะ ตอนนี้ก็เหลือแค่คุณยายคนเดียว แกเกิดทันสงครามโลกครั้งที่2 ด้วยความอยากรู้ ฉันเลยชวนท่านคุย ฉันเลยถามถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นค่ะ
ท่านเล่าว่าสมัยนั้นยังไม่เจริญ ข้าวก็ต้องใช้ครกตำ
ซึ่งบ้านฉันเรียกว่า"ครกมอง"ค่ะ สมัยนั้นยังไม่มีโรงสี จึงใช้ครกมองตำข้าวเปลือก จะตำคนเดียวก็ได้
แต่ก็จะเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว ถ้าตำหลายคนก็จะผ่อนแรงได้เยอะ
ท่านเล่าว่าตอนกลางวันจะตำข้าวไว้เยอะๆ พอตอนนึ่งก็ต้องนึ่งเยอะๆ ส่วนหนึ่งก็กิน อีกส่วนก็เอาไปตากแดดให้แห้งค่ะ ฉันจึงถามท่านว่า"ตากไว้ทำไมเหรอคะคุณยาย"ท่านเลยตอบว่า"ก็เอาไว้อมนะสิ เผื่อเกิดสงครามรุนแรงในหมู่บ้านเรา"ฉันสงสัยเลยถามท่านต่อ"แล้วได้อมมั๊ยคะคุณยาย" ท่านยิ้มพลางพูด"ไม่หรอกหลาน เหตุการณ์มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น ก็แค่ป้องกันไว้เท่านั้นเอง" ฉันนึกไปถึงสภาพที่อมข้าวแห้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆคงจะน่าเวทนามากเลยทีเดียวค่ะ
ท่านเล่าอีกว่าตอนกลางวันก็จะทำงานเป็นปกติ แต่ตอนกลางคืนจะมีเสียงเครื่องบิน ทุกคนจะดับไฟหมดแล้วลงจากเรือนรีบไปหลบในหลุมที่ขุดไว้ จะขุดหลุมทุกครอบครัวค่ะ ซึ่งหลุมที่ขุดนั้นก็จะขุดกว้างพอสำหรับสมาชิกในครอบครัวนั้น ความลึกก็เอาพอนั่งได้และปิดปากหลุมได้ ที่ทำเช่นนี้เพราะกลัวเขาจะทิ้งระเบิดใส่บ้านเลยต้องมาหลบอยู่ในหลุม
ท่านเล่าอีกว่ามีครูหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้าน
พอดีมืดอยู่กลางทาง เขาเห็นเครื่องบินสาดไฟลงมาใส่เขา เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต คิดดูเองค่ะ วิ่งจากตรงที่เครื่องบินสาดไฟจนถึงบ้านประมาณ7กิโล
เมตร
เพื่อนๆคะ คนเราเมื่อถึงขีดสุดแล้ว ก็จะสามารถทำได้ทุกอย่างในขณะที่คนปกติไม่สามรถทำได้
ก็ถือว่าพวกเราโชคดีมากๆเลยนะคะที่เกิดหลังสงครามโลก ไม่งั้นก็คงจะลำบากเหมือนคุณยายของฉันและคนอื่นๆอีกหลายชีวิตเลยทีเดียว
ขอบคุณนะคะสำหรับอัพโหวต คอมเม้นต์และทุกๆกำลังใจที่มีให้กันมาตลอด
ใช่ค่ะ ฉันยังทึ่งในสติปัญญาของคนสมัยก่อนเลย ขอบคุณนะคะที่เข้ามาชม
อ่านดูแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากเลยค่ะ ที่เกิดมาในยุคหลังสงครามค่ะ ขอบคุณที่โพสต์ให้ได้อ่านค่ะ
ค่ะ ขอบคุณเช่นกันค่ะที่แวะมาชม ยังมีอีกหลายเรื่องราวของชีวิตคนบ้านนอกที่น่าสงสารค่ะ ดี๋ยวจะทยอยมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ