รักตัวเอง คือยังไงนะ <Love myself - Love yourself>
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาว Steemit มีใครกำลังทำงานหนักเกินไปไหมคะ วันนี้ฉันจะมาเล่าให้ฟังถึง ประสบการณ์ที่ฉันใช้ร่างกายหนักเกินไปค่ะ
Balance my life #1
เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ อาจจะมีภาคต่อหลายภาค เป็น Episode กันเลยทีเดียว เพราะดูจะเกี่ยวกันไปหมด ขอเล่าเป็นเรื่องๆไปละกันนะคะ
ที่ผ่านมา ฉันเข้าใจผิดมาตลอด ด้วยความที่ฉันทำงานเป็น ฟรีแลนซ์ ดังนั้น เวลาทำงานจะไม่เหมือนคนทำงานประจำ ฉันทำงานเกือบตลอดเวลา เมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ฉันทำงานหนักมาก เพราะคิดว่าร่างกายทำไหว ฉันทำงานถึงตี 2-3 ทุกวัน หรือบางวันถึงตี 5 แล้วจึงเข้านอน และฉันมักใช้เวลาก่อนนอนเป็นเวลาในการวางแผนงานของวันพรุ่งนี้ ต่อว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วปล่อยให้ตัวเองหลับไปทั้งอย่างนั้น การคิดงานก่อนนอนนั้น ฉันพึ่งเริ่มทำในช่วงนั้น และรู้สึกว่า มันใช้ได้ เพราะตื่นเช้าขึ้นมา เคลียร์งานได้อย่างง่ายดาย ฉันจึงทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ 3 อาทิตย์ จนกระทั่งคืนหนึ่ง “ฉันเป็นลมชัก” ในคืนนั้น เวลาประมาณตี 3 ฉันจำได้ว่า ลุกขึ้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้ มารู้สึกตัวอีกที ตอนเย็นของอีกวันหนึ่ง ที่โรงพยาบาล คนที่มาเฝ้าบอกฉันว่า ฉันมีอาการชัก สภาพฉันถูกมัดแขนขาติดกับเตียง ตามแขนและขามีแผลเหมือนโดนข่วน เนื่องจากการดิ้นโดยไม่รู้ตัว
ขออธิบายเรื่องลมชักให้เข้าใจสักหน่อยนะคะ “โรคลมชัก” หรือที่เมื่อก่อนเรียกว่า “โรคลมบ้าหมู” นั้น อาจแบ่งคร่าวๆให้เข้าใจได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- เกิดจากกรรมพันธุ์ คือ การถ่ายทอดรุ่นบรรพบุรุษหรือรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูก
- ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เป็นมาแต่กำเนิด
- หาสาเหตุไม่ได้
ประเภทที่ 1 และ 2 นั้น จะรู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองเป็นโรคลมชัก เขาจะดูแลตัวเองและอยู่ใกล้หมอตลอด แต่ฉันจัดอยู่ในประเภทที่ 3 เพราะครอบครัวฉันไม่เคยมีใครเป็น และฉันไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด ซึ่งคุณหมอ บอกว่าประเภทที่ 3 เป็นประเภท ที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และอะไรคือสิ่งเร้า ฉันคิดว่า สาเหตุหรือสิ่งเร้าที่ทำให้ฉันเกิดอาการลมชักนั้น เป็นเพราะการที่ฉันทำงานหนักเกินไปในเวลากลางวัน และยังคิดเรื่องงานก่อนนอนเพิ่มเข้าไปอีก ดังนั้น จึงทำให้สมองของฉันไม่ได้รับการพัก เปรียบเทียบคล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานหนักๆ แล้วเกิดการอาการ Hang, Shutdown หรือ Restart ตัวเอง ร่างกายฉันก็เหมือนกัน ร่างกายต้องการบอกฉันว่า ฉันใช้งานเขาหนักเกินไปแล้ว เขาจึงเตือนฉันด้วยสัญญาณดังกล่าว
อาการลมชักของฉัน ทำให้ฉันต้องกินยาคุมอาการอยู่ 3 ปี และใน 3 ปีนั้น ฉันต้องไปพบแพทย์เพื่อเช็คอาการเดือนละครั้ง ห้ามขับรถ และว่ายน้ำ เพราะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหากเกิดลมชักในขณะนั้น
หลังจากนั้นมา ฉันปรับเวลาการทำงานใหม่ ปรับบาลานซ์ของร่างกายใหม่ หมั่นคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทำงานให้เป็นเวลามากขึ้น จะไม่ทำงานจนถึงเข้านอน กำหนดเวลาเข้านอนที่เหมาะสม และก่อนนอนหากิจกรรมคลายเครียดเพื่อให้สมองผ่อนคลาย ทำให้ฉันไม่มีอาการลมชักเกิดขึ้นอีกจนปัจจุบัน
ความพอดี ทำให้เกิดสมดุล หากคุณเหนื่อย ลองพักบ้าง ให้รางวัลตัวเองบ้าง ในจังหวะที่พอดีเช่นกัน แล้วคุณจะพบว่า มันจะส่งผลให้หลายๆอย่างดีขึ้น ฉันคิดว่า เรื่องของฉันน่าจะช่วยให้หลายคนได้ฉุกคิดถึงการใช้ชีวิต หรือการทำงาน ที่เกินพอดี ได้ไม่มากก็น้อย
คราวหน้าจะมาบอกถึง เราควรทำอะไรในเวลาก่อนนอนนะคะ มันดีจริงๆ นะ
ขอบคุณสำหรับการอ่านและเป็นกำลังใจให้นะคะ
@katto ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆให้อ่านค่ะ รอติดตามว่าก่อนนอนควรทำอะไรดี
ขอบคุณมากค่ะ
หาสาเหตุไม่ได้ ก็รักษาลำบากครับ
เอาใจช่วยครับ✌️
ขอบคุณค่ะ ตั้งแต่ปรับใช้ชีวิตใหม่ และดูแลตัวเองมากขึ้น อาการชักก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลยค่ะ :)
ขอบคุณมากครับ ได้อ่านแล้วนิ่งไปหลายวิ คิดว่าตัวเองก็กำลังทำงานมากเกินไป
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ค่ะ หมั่นคอยสังเกตร่างกายนะคะ หากเกิดอาการผิดปกติ นั่นอาจเป็นคำเตือน อยากให้รีบหาสาเหตุและวิธีแก้ไขค่ะ แต่อย่ากังวลมากเกินไป จนกลายเป็นความทุกข์ จะทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของการเล่าเรื่องนี้น่ะคะ :) มีภาคต่ออีก ฝากติดตามด้วยนะคะ
คุณ@katto รอฟังนะคะ เพราะทุกวันนี้ก่อนนอนก็คิดงาน สมองไม่ยอมหยุด พยายามจะบังคับมันก็ยิ่งคิด จากที่เป็นคนหลับยากอยู่แล้ว ช่วงไหนงานเยอะ จะยิ่งแย่เลยค่ะ
สมองเราก็เป็นอย่างนี้แหละคะ ยิ่่งห้ามยิ่งทำ จริงๆ เป็นคนหลับยากเหมือนกัน พึ่งมาเรียนรู้ว่า ก่อนนอนไม่ควรคิดอะไรหนักๆ เมื่อไม่นานนี้เองค่ะ ขอแค่ 5 นาที ก่อนที่คุณ@cicy จะหลับ ไม่ต้องคิดเรื่องงาน แต่เปลี่ยนมาเป็นคิดถึงสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่เราต้องการแทน แล้วลองสังเกตผลลัพธ์ที่ได้ดูนะคะ รายละเอียดค่อนข้างเยอะ เดี๋ยวจะบอกในโพสต์ต่อมานะคะ :)