ผมผิดด้วยหรือ
เมื่อ 19 ปีที่แล้ว มีสุนัขพันธุ์ไทยสีขาว ขนสั้น หูตั้ง จมูก ปาก สีชมพู น่ารักน่าชังได้เข้ามาอยู่ในบ้าน
ตอนเจอครั้งแรกชอบมากๆ เพราะมันน่ารักแม้จะขนสั้นก็ตาม หางยาวจุ๋มเลยตั้งชื่อให้มันว่าเบียตามคุณพ่อ ที่มาของชื่อคือพ่อชอบดื่มเบีย ก็เลยให้ชื่อนี้แก่มัน เจ้าเบียเป็นสุนัขที่ซุกซนมากๆตามประสา ชอบค้นหา ขุดดินหน้าบ้าน และชอบเล่นกับไก่ที่พ่อเลี้ยงไว้
วันหนึ่งไม่มีใครอยู่บ้านเจ้าเบียได้สร้างวีรกรรมคือเล่นกับไก่ของพ่อจนตาย วันนั้นพ่อโมโหมาก เจ้าเบียโดนดุแต่ไม่โดนตี เพราะจุ๋มปกป้องไว้ ช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียนจุ๋มจะจูงเจ้าเบียไปเดินเล่นที่บ้านป้า และบ้านยาย บ้านของยายห่างถัดไปสองซอย ส่วนบ้านป้าอยู่ท้ายหมู่บ้าน เราจะเดินเล่นด้วยกันทุกวัน ทุกครั้งที่เดินจะถือไว้เรียวไว้ในมือเสมอเพราะระหว่างทางที่เดินเล่นมักจะมีเจ้าถิ่นวิ่งเข้ามาหาเพื่อจะกัดเจ้าเบียเสมอ แต่เมื่อเจอไม้ของจุ๋มกันไว้ เจ้าถิ่นตัวนั้นก็ไม่กล้าได้แต่ยืนเห่าเจ้าเบีย และเจ้าเบียก็ได้ใจ ทำชูคอขนฟูให้ดูใหญ่ เราเดินเป็นประจำทุกวัน จนใครๆก็รู้จักเจ้าเบีย
ทุกวันเสาร์อาทิตย์จุ๋มจะเป็นคนอาบน้ำให้เจ้าเบีย ฟอกสบู่ แปรงขน มันชอบมากยืนให้แปรงขนอยู่อย่างนั้นสบายตัวเลยทีเดียว หอมไปทั้งตัว
กิจกรรมที่เราชอบเล่นด้วยกันคือเล่นซ่อนแอบโดยเจ้าเบียเป็นคนหาจุ๋มเป็นคนซ่อน จะมีเนื้อทอดอยู่ในมือขว้างไปไกลๆให้เจ้าเบียวิ่งไปเก็บกินระหว่างนั้นจุ๋มจะวิ่งไปหาที่ซ่อน เจ้าเบียแสนฉลาดดมกลิ่นหาเนื้อทอดสักพักก็เจอว่าซ่อนตรงใหน พอเจอมันจะดีใจมากๆเพราะมันรู้ว่าต้องได้รางวัลเป็นเนื้อทอดแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งที่มันชอบคือวิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง วิ่งเก็บลูกบอล และที่สำคัญมันสามารถปีนกำแพงสูงสองเมตรได้ แรกเริ่มมันกระโดดขึ้นไม่ได้จุ๋มอยากให้มันเดินบนกำแพงได้บ้างพยายามอุ้มมันขึ้นไปแต่มันตัวเริ่มใหญ่อุ้มไม่ไหว จุ๋มก็สอนให้โดยให้มันกระโดดเหยียบหลังเพื่อขึ้นกำแพง เริ่มแรกคิดว่ามันคงไม่เข้าใจก็เลยลองก้มเอียงข้างให้ติดกำแพงและบอกให้เบียกระโดดขึ้นกำแพง มันก็เข้าใจและกระโดดเหยียบหลังขึ้นกำแพงได้ จุ๋มทึ่งในความฉลาดและเข้าใจคำสั่งของเรา
เจ้าเบียอยู่กับครอบครัวเราจนตัวเป็นหนุ่มเต็มวัยและยังตัวโตกว่าสุนัขรุ่นเดียวกันมากเพราะจุ๋มชอบซื้อนมกล่องให้มันกินทุกวันมันจึงแข็งแรงและตัวใหญ่เกินสุนัขพันธุ์ไทยธรรมดาเวลาไปกัดกับใครก็จะชนะเสมอ
ครั้งหนึ่งเจ้าเบียเคยหายออกจากบ้านเนื่องจากติดสาวที่ใหนไม่แน่ใจ เราสามพี่น้องขี่รถตามหามัน หาในระแวกหมู่บ้านก็ไม่เจอ จุ๋มร้องไห้อยู่หลายวัน สวดมนต์ขอให้เจ้าเบียกลับมา และเรียกหามันผ่านหมู้ซึ้งหุงข้าว โบราณอีสานบอกว่าถ้าเรียกผ่านหม้อซึ้งของที่หายไปจะกลับมา ตอนนั้นใครบอกอะไรเราสามคนทำหมดเลยค่ะ ผ่านไปประมาณสามสัปดาห์ตอนนั้นคิดว่ามันคงไม่กลับมาแล้ว บ่ายวันนั้นจุ๋มไปตลาดกับพี่สาวขากลับก่อนถึงบ้านเจ้าเบียวิ่งมาจากใหนไม่แน่ใจ วิ่งตามรถจนถึงบ้านจุ๋มดีใจมากวิ่งเข้าไปกอดแต่ตัวมันเหม็นมากต้องอาบน้ำทำความสะอาดกันใหม่ ทุกๆคนในครอบครัวมีความสุขมากที่เจ้าเบีย
กลับมาเพราะมันเป็นสมาชิกของบ้านไปแล้ว
วันหนึ่งมีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้ามาอยู่เยื้องบ้านของเรา เพื่อนบ้านคนนี้เค้ามีลูกชายวัย 6 ขวบด้วย น้องคนนี้มักวิ่งเข้ามาเล่นกับหลานของจุ๋มบ่อยๆ หลานอของจุ๋มเค้าจะมาที่บ้านช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่เจ้าเบียคงไม่ชอบเด็กเท่าไรเพราะลูกของเพื่อนบ้านคนนี้ชอบไปแหย่มัน เราสามคนก็จะเตือนน้องเค้าเสมอ แต่ถ้าไม่มีใครไปทำอะไรเจ้าเบียก็จะนอนเฉยๆไม่สนใจใคร
เมื่อไม่มีใครอยู่บ้านเจ้าเบียจะอยู่ในบริเวณบ้านโดยเราจะปิดประตัวรั้วเอาไว้คล้องกุญแจเอาไว้แต่จะไม่ล็อก วันนั้นพ่อแม่ไปทำธุระ พี่สาวไปตลาด จุ๋มไปเรียนพิเศษ ไม่มีใครอยู่บ้านเลย น้องวัย 6 ขวบแอบเข้ามาในบ้าน และโดนเจ้าเบียกัดที่แก้ม โดนเย็บ ทางบ้านออกค่ารักษาให้ทุกอย่าง พาไปล้างแผลตามที่หมอนัด แต่พ่อของเด็กไม่ยอม ดึกวันต่อมาประมาณสามทุ่มเพื่อนบ้านได้มาเรียกพ่อกับแม่ไปคุยด้วยที่บ้าน ่าจะขอฆ่าเจ้าเบีย ด้วยความที่พ่อกับแม่ไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนบ้านเลยอนุญาต เมือจุ๋มได้ยินเช่นนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวใจ ขอเล่าถึงเพื่อนบ้านคนนี้เป็นคนมีเงิน ท่าทางมีอิทธิพลไม่มั่นใจว่าพ่อเด็กทำอาชีพอะไร แต่แม่เด็กเป็นครูโรงเรียนเทศบาล ช่วงนั้นจุ๋มอยู่แค่ ม.2
วันต่อมามีรถยนต์มากมายมาจอดหน้าบ้านเกือบสิบคันได้ วันนั้นจุ๋มอยู่กับพี่สาวอีกสองคน พ่อยังไม่กลับจากที่ทำงาน แม่ก็ยังไม่กลับ พ่อเด็กเดินเข้ามาพูดบอกว่า "อำลามันได้เลย" จุ๋มกับพี่สาวกอดเบียไว้แน่นเหมือนเจ้าเบียมันจะรู้ ผู้ชายคนนั้นถือมียาวเท่าแขนฟันไปที่หัวของเจ้าเบีย มันคงเจ็บมามันวิ่งหนีไปหลบใต้ท้องรถและวิ่งหนีไปหลังบ้าน ผู้ชายคนนั้นเดินตามไปหลังบ้านก็ไม่เจอเจ้าเบีย เค้าเดินวนไปมาบริเวณบ้านก็ไม่เจอเข้ามาในบ้านก็ไม่เจอ เราภาวนาขอให้มันหนีรอดหายไปไกลๆอย่ากลับมา แล้วพ่อเด็กก็กลับไปบอกว่าจะมาอีกด้วยความโมโห เรามารู้ทีว่าเจ้าเบียหนีไปซ่อนที่บ้านยาย
ดึกวันเดียวกันเรารีบมันไปรักษาเงียบๆ หมอถึงกับพูดว่าถ้าแผลลึกอีกนิดเดียวเจ้าเบียตายแน่ๆ หมอเย็บแผลที่หัวให้เจ้าเบียและให้กลับบ้านได้ เจ้าเบียแข็งแรงมากพอฟื้นจากยาสลบได้ก็จะลุกเดิน เราจึงเอาเชือกผูกไว้ฝากยายเลี้ยงก่อน เจ้าเบียอาการดีขึ้นทุกวันจนวันสี่ เชือกมันหลุดมันวิ่งกลับมาที่บ้าน
เป็นวันที่เจ้าเบียดีใจที่ได้กลับมาบ้าน เราก็ดีใจปนเสียใจ เพราะเพื่อนบ้านคนนั้นเห็น ค่ำวันนั้นหลังจากพ่อกับมากลับมาถึงบ้าน เค้าถือปืนเข้ามาพูดบางอย่างกับพ่อ ตอนนั้นจุ๋มกอดเจ้าเบียอยู่ พ่อดึงจุ๋มเข้าไปนั่งในบ้าน เพื่อนบ้านคนนั้นมีเพื่อนมาด้วยอีกสามคนมาดึงเชือกเจ้าเบียออกไปที่ถนนหน้าบ้านของเค้า จุ๋มร้องไห้กอดพ่อ แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้น ปัง ๆๆ ตามด้วยเสียงเจ้าเบียร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด แล้วก็เงียบหายไป จุ๋มร้องไห้เหมือนจะขาดใจน้องชายคนหนึ่งได้จากเราไปแล้ว พวกเค้าเอาร่างเจ้าเบียไป วันรุ่งขึ้นจุ๋มยังได้ยินเสียงปืนและเสียงเจ้าเบียอยู่ในหัวอยู่ นั่งร้องไห้คิดถึงนึกภาพต่างๆที่เราเคยเล่นสนุกด้วยกัน แล้วก็เดินไปบริเวณที่เคยอาบน้ำให้มัน หยิบแปรงที่เคยแปรงขนให้เจ้าเบียขึ้นมา มองดูยังมีขนของเจ้าเบียติดอยู่จึงเก็บเศษขนของเจ้าเบียมาไว้ในตลับเล็กๆเขียนชื่อของมันแล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก
หลังกลับมาจากโรงเรียนก็จะไปเปิดลิ้นชักนั้นเอาขึ้นมาดูแล้วพูดกับมันว่าอยู่ที่ใหนเป็นไงบ้าง หลังจากเจ้าเบียจากเราไปสามปีเพื่อนบ้านคนนั้นก็ย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหนไม่ทราบแน่ชัด
มาถึงตอนนี้จุ๋มก็ยังคิดถึงเจ้าเบียอยู่มันเป็นสุนัขตัวแรกของบ้านที่ฉลาดมากๆ ถึงจะผ่านมาแล้ว 19 ปีก็ตามยังคงคิดถึงเจ้าเบียเสมอ ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเจ้าเบียเกิดยุคนี้ที่คุ้มครองสุนัขมันอาจไม่โดนฆ่าก็ได้ เพราะมันอยู่ในบ้านของมันดีๆไม่ได้ออกไปกัดใคร คนที่เข้ามาต่างหาก เข้ามาทำไม เข้ามาเพื่ออะไร ไม่มีใครอยู่บ้านเลยตอนนั้น มันก็แค่ปกป้องบ้านของมัน
ปล.รูปข้างบนไม่ใช่รูปของเจ้าเบีย แต่หน้ามันเหมือนกันมาก เพราะรูปเจ้าเบียมันหายไปแล้วค่ะ ขอบคุณรูปจาก Pantip.com
เข้าใจความรู้สึกเลย คนที่เค้าไม่รักสัตว์เค้าไม่ได้มองว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต มีความรู้สึกเหมือนคนด้วยซ้ำ ใครทำยังไงก็ได้อย่างนั้นค่ะ ถือว่ามันไปสบายแล้ว
ขอบคุณค่ะ ปัจจุบันยังคิดถึงมันอยู่เลยค่ะ