“Bitcoin นั้นยังไม่ตาย มันยังมีเหตุผลที่ควรจะถือมันเก็บไว้” กล่าวโดย Tom Lee (END.)
สวัสดีเพื่อนๆ ชาว Steemians ทุกคนนะครับ
- วันนี้เป็นบทสรุปของข้อมูลของ Tom Lee ยังไงก็ลองอ่านและศึกษากันดูนะครับ
ในทุก ๆ ปีนั้นมักจะมีเม็ดเงินราว ๆ นับล้านล้านดอลลาร์จากกลุ่มคนช่วงอายุ 35 ปีจนถึง 60 ปีที่หมุนเวียนเพื่อใช้ในการลงทุน ซึ่งในปัจจุบันคนยุค Baby boomer และ Gen X นั้นยังคงครองเมืองอยู่ ในขณะที่เด็กยุคมิลเลนเนียลนันเพิ่งจะก้าวเข้ามาในโลกของการมีรายได้ได้ไม่นาน ในขณะที่คนยุค Silent Generation (กลุ่มคนรุ่นพ่อแม่ของ baby boomer ที่คาดว่าน่าจะเสียชีวิตหมดแล้ว) นั้นซื้อทองคำในช่วงอายุย่างเข้าโลกของการมีรายได้ ซึ่งในขณะนั้นทำให้ราคาของทองคำพุ่งขึ้นจาก 40 ดอลลาร์ไปสู่ 600 ดอลลาร์ภายในระยะเวลา 10 ปี ผู้คนยุค baby boomer หัวปีอายุขึ้นเลข 35 ในปี 1982 และภายหลังจากปี 1982 ไปจนถึง 1989 นั้นเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังบูม เมื่อใคร ๆ ในช่วงนั้นก็แห่กันไปซื้อหุ้น ส่วนคนบยุค Gen X นั้นถือเป็นคนกลุ่มเล็กที่ไม่ได้ขยับราคาใด ๆ มากนัก ซึ่งหากจะเทียบคน Gen Y นั้นน่าจะเทียบสถานการณ์เข้ากับของคนยุคก่อน Gen X ได้ดีกว่า
ถ้าหากเทรนด์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นั้น ในอนาคตคนยุคมิลเลนเนียลอาจจะมีเงินนับล้านล้านดอลลาร์เข้ามาหมุนในตลาดก็ได้ โดยการพุ่งขึ้นของราคา Bitcoin ในปี 2016 นั้นดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับปีที่กลุ่มคนยุคมิลเลนเนียลเริ่มมีกระแสรายได้พอดี และในทุก ๆ จำนวนเงินมูลค่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ที่เข้ามาในตลาดคริปโตนั้น จะกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างอิงจากนาย Lee
หากกลุ่มเด็กยุคมิลเลนเนียลนำเอา 10% ของเม็ดเงินล้านล้านดอลลาร์ของพวกเขาทั้งหมด, ซึ่งก็คือ 1 แสนล้านดอลลาร์เข้ามาในตลาดคริปโตนั้น จะทำให้อัตราการเติบโตของตลาดนี้เพิ่มเป็น 2 ถึง 2.5 ล้านล้านต่อปี โดยนาย Lee ยังกล่าวต่อไปว่าในรอบ cycle สุดท้ายของคนยุคมิลเลนเนียลที่เข้ามานั้น อาจเป็นช่วงที่ราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นไปถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์
สินทรัพย์ดิจิตอล
หน่วยงานด้านการเงิน Federal Reserve สาขาเมือง St. Louis ในสหรัฐฯเพิ่งจะเปิดตัวเอกสารที่แสดงข้อตกลงว่า crypto นั้นคือประเภทสินทรัพย์ชนิดใหม่ ซึ่งก็คือสินทรัพย์ดิจิตอล ที่ไม่สามารถจับต้องได้ และมูลค่าในปัจจุบันนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยความไว้ใจล้วนๆ
ปัจจุบันตลาดมูลค่ากว่า 280 ล้านล้านดอลลาร์ที่ผู้คนไว้ใจให้เป็นที่เก็บเงินของพวกเขานั้นมีทั้งทองคำ, งานศิลปะ, พันธบัตรรัฐบาล, รถยนต์, และอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน Bitcoin นั้นมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2 แสนล้านดอลลาร์ และถ้าหากว่า Bitcoin สามารถเข้าไปอยู่ใน 1% ของตลาดทั้งหมดได้นั้น เมื่อนั้นเหรียญดังกล่าวจะมีราคาอยู่ที่ 150,000 ดอลลาร์ กล่าวโดยนาย Lee
Wall Street
เขายังเผยอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลาย ๆ คนควรมอง Bitcoin ในระยะยาวซึ่งก็คือการเข้ามาในตลาดคริปโตจากบริษัทฝั่ง Wall Street โดยปัจจุบันตลาดแลกปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดนั้นคือ ICE และมีรายได้ราว ๆ 4.6 พันล้านดอลลาร์ ส่วนเว็บเทรดเหรียญคริปโตอย่าง Coinbase นั้นหากเทียบกันแล้วเว็บดังกล่าวคิดเป็น 3% เท่านั้น ซึ่งรายได้ของพวกเขาอยู่ที 600 ล้านดอลลาร์ต่อปี
บางทีมันอาจไม่ใช่เรื่องที่ดูโอเวอร์นักหากจะกล่าว่า Coinbase นั้นสามารถแซงหน้า ICE ไปได้ในอีก 18 เดือน จนกลายมาเป็นเว็บเทรดที่มีรายได้มากที่สุดในโลก ซึ่งหลักฐานก็มีมาให้เห็นแล้วเมื่อสถาบันการเงินอย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley ต่างก็กำลังเริ่มเข้ามาในตลาดคริปโตนี้แล้วเช่นกัน
ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของเหรียญคริปโตทั้งหมดนั้นมีมากกว่ามูลค่าตลาดรวมของประเทศหลาย ๆ ประเทศแล้วเสียอีก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ซึ่งมากกว่าของประเทศไอร์แลนด์, สเปน, กรีซ, ซึ่งทาง Wall Street ที่อัดฉีดเงินลงทุนไปในประเทศเหล่านั้นก็คงจะไม่หลีกเลี่ยงตลาดคริปโตแน่นอน เพราะมันคงไม่เมคเซนส์กับการปฏิเสธการสร้างรายได้
ภายหลังนาย Lee กล่าวสรุปว่าตลาดเหรียญคริปโตนั้นยังคงไม่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดอื่นๆ นอกจากนี้เขายังแนะนำบริษัทนักลงทุนว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องถือคริปโตทั้งหมดบนพอร์ทการลงทุนก็ได้
เครดิต : ขอขอบคุณข้อมูลจาก Tom Lee
เรี่มชื่นใจขื้นมาแล้วค่ะ
ครับ เมื่อวานราคา SBD กับ Steem ขึ้นมาเกือบเท่าตัว เบสขายออกไปส่วนนึงละ 555
ยัวไม่ได้ขายอะไรเลยสะสมไปก่อน