“วิทยาการสะท้อน” ทุกอาการหายได้ในมือคุณ < Hand Reflexology >
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรคด้วยตนเองเบื่องต้น ตามตำราของแพทย์ทางเลือกมากฝาก โดยเฉพาะสำหรับเพื่อนๆบางคนที่มักมีอาการปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่บ่อยๆ และไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน บางทีการบำบัดรักษาด้วยวิธีนี้ ก็อาจจะช่วยบรรเทาหรือทำให้หายขาดไปเลยได้เหมือนกันนะคะ...
Image Source
เทคนิคการบำบัดรักษานี้เรียกว่า “Reflexology” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “วิทยาการสะท้อน” ข้อมูลจาก กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ระบุไว้ว่า
“Reflexology” หรือ “วิทยาการสะท้อน” หมายถึง การเรียนรู้จุดสะท้อนในบริเวณร่างกายที่สัมพันธ์กับเส้นทางพลังสู่อวัยวะจำเพาะ เพื่อนำไปประยุกต์การนวดกดจุดสะท้อน ซึ่งเป็นวิธีบำบัดทางเลือกแบบหนึ่งที่บรรเทาอาการป่วย หรือบำบัดโรค
การนวดกดจุดสะท้อนแตกต่างจากการนวดโดยทั่วไป เพราะต้องรู้เทคนิคการออกแรงกดในระดับที่ลึกกว่าการบีบนวด และรู้จักตำแหน่งจุดสะท้อนสู่อวัยวะต่างๆอย่างแม่นยำ ตำแหน่งการนวดกดจุดมี 3 แห่ง คือ ที่มือ เท้า และหู
เทคนิคการกดจุดรักษาแบบ “Reflexology” ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ เพื่อนๆก็สามารทดลองฝึกฝนเพื่อใช้บรรเทาและรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการกดจุดบนฝ่ามือนั้น มีประโยชน์มากสำหรับใช้รักษาอาการปวดศีรษะ, เลือดคั่ง และอาการปวดหัวไหล่ แต่การกดจุดที่ฝ่ามือนั้นจะต้องลงน้ำหนักมากกว่าที่ฝ่าเท้าหรือที่หู เพราะจุดสะท้อนบนฝ่ามือนั้นจะอยู่ลึกมากกว่าสองส่วนดังกล่าว และวันนี้เราก็มีขั้นตอนง่ายๆ เกี่ยวกับการกดจุดนวดฝ่ามือด้วยตัวเองมาฝากด้วยค่ะ โดยเทคนิคนี้อ้างอิงมาจาก Reflexology-map.com
Image Source
Image Source
จากภาพเพื่อนๆ จะเห็นว่าจุดต่างๆ ทั้งบนหลังมือและฝ่ามือ ล้วนมีความสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆของร่ายกาย ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งเพื่อนๆ สามารถนวดและกดจุดบนฝ่ามือด้วยตัวเองได้ ได้โดยทำตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ
ขั้นตอนที่ 1
หาที่นั่งสบายๆ บรรยากาศสงบๆ หรือในห้องเงียบๆ
ขั้นตอนที่ 2
เริ่มนวดฝ่ามือด้วยครีมนวดฝ่ามือหรือน้ำมันหอมระเหย โดยทั่วไปแล้วการกดจุดในทางการแพทย์แบบมืออาชีพ เขาจะไม่ใช้ครีมหรือน้ำมันหอมระเหยกันค่ะ แต่สำหรับกรณีนี้เราทำเองที่บ้านก็สามารถเลือกใช้ได้ตามอัธยาศัย
ขั้นตอนที่ 3
นวดฝ่ามือไปเรื่อยๆ สักพัก จนครีมหรือน้ำมันหอมระเหยเริ่มซึมลงสู่ผิวหนัง ซึ่งการนวดขั้นตอนนี้จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อที่มือของคุณผ่อนคลายและมีความยืดหยุ่นพอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกดจุด แต่ควรระวังไม่ใช้ครีมหรือน้ำมันหอมระเหยมากเกินไปจนทำให้มือลื่น
ขั้นตอนที่ 4
หลับตาลง และเพ่งสมาธิไปที่บริเวณของร่างกายที่มีอาการผิดปกติ หรือในบางครั้งคุณก็อาจจะแค่รู้สึกว่า มีความไม่สมดุลบางอย่างเกิดขึ้นบนอวัยวะส่วนนั้น
ขั้นตอนที่ 5
มาถึงขั้นตอนนี้ ให้เพื่อนๆ ลองเทียบเคียงแผนที่ของฝ่ามือกับอวัยวะ อวัยวะหรือบริเวณของร่างกายที่มีอาการและต้องการที่จะรักษา เช่น ถ้ามีอาการปวดที่บริเวณหัวไหล่ข้างซ้าย เมื่อดูในแผนที่แล้วจะมีตำแหน่งของการกดจุดอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้าย เป็นด้น
ขั้นตอนที่ 6
เริ่มกดจุดดังกล่าวโดยค่อยๆเพิ่มน้ำหนักการกดขึ้นทีละน้อย จนแน่ใจว่าคุณได้กระตุ้นจุดดังกล่าวให้ทำงาน แต่ถ้าคุณรู้สึกเจ็บจนเกินไปก็สามารถผ่อนน้ำหนักการกดลงได้
ขั้นตอนที่ 7
กดจุดค้างไว้ 30 วินาทีแล้วผ่อน เว้นช่วงสัก 2-3 วินาทีแล้วกดซ้ำ ซึ่งการกดในแต่ละรอบ คุณสามารถกดค้างไว้ด้วยน้ำหนักเท่าเดิมอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 30 วินาทีแล้วคลาย หรือ กดและคลายสลับกันไปได้ตลอดระยะเวลา 30 วินาที
ขั้นตอนที่ 8
หากคุณรู้สึกว่าการกดจุดโดยตรงเจ็บจนเกินไป ก็สามารถใช้นิ้วหัวแม่มือนวดคลึงเบาๆบนจุดนั้นแทนได้ หากคุณเลือกใช้วิธีการนี้ ให้ใช้หัวแม่มือนวดคลึงเป็นวงกลมที่จุดๆนั้นเป็นระยะเวลา 5 วินาที แล้วหลังจากนั้นให้นวดคลึงซ้ำอีก 5 วินาที ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับครั้งแรก ให้ทำซ้ำกันไปเช่นนี้หลายๆครั้งสลับกันไปในแต่ละจุด
ขั้นตอนที่ 9
เทคนิคการนวดกดจุดแบบนี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆพื้นที่บนฝ่ามือทั้งสองข้าง แต่ควรจะเน้นเป็นพิเศษในบริเวณที่สัมพันธ์กับอาการ
ขั้นตอนที่ 10
หลังจากนวดเสร็จแล้ว ให้นั่งนิ่งๆสงบๆเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 นาที หรือถ้าเป็นไปได้ให้นอนลงเพื่อผ่อนคลายสักครึ่งชั่วโมง
ขั้นตอนที่ 11
ให้ดื่มน้ำสะอาดหลายๆแก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ชำระล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ภายในกล้ามเนื้อ และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายออกไปได้ง่ายขึ้น
เทคนิคการกดจุดแบบนี้ช่วยได้มากเลยนะคะ โดยเฉพาะเวลาที่มีอาการปวดหัวจากความเครียด @bbkastro ทดลองมาแล้วค่ะ ใช้ได้ผลดีทีเดียว... ทดลองกันดูนะคะไม่เสียหลายค่ะ...
Image Source
“Happy Friday Night”
สิ่งเหล่านี้จะเป็นกำลังใจให้เราสามารถสร้างโพสต์ที่ดีออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
Thankful for all followers, upvotes and comments,
you give me energy to create more good posts.
@bbkastro
เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมากค่ะ
ใช่ค่ะ เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย ไม่ต้องใช้ยา
ก็บางทีก็เป็นอยู่ๆก็ปวดหัวได้ความรู้ดีค่ะ
ลองทำตามวิธีดูค่ะ อาจช่วยได้ :-)